• เจ๋ง! องค์การเภสัชฯ ผลิตยาต้านไวรัสเอดส์ได้แล้ว 2 ตัว

  •  


  • ยาต้านเอดส์

    องค์การเภสัชฯ ผลิตยาต้านไวรัสเอดส์ได้แล้ว (ไอเอ็นเอ็น)
    ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

               รมว.สาธารณสุข เผย การดูแลผู้ป่วยเอดส์ องค์การเภสัชฯ สามารถผลิตยาต้านไวรัสได้ 2 ตัวแล้ว คาดผลิตได้ตั้งแต่เดือนมกราคมปีหน้า

               วันที่ 9 ธันวาคม น.พ.ประดิษฐ สินธวณรงค์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า นับตั้งแต่พบผู้ป่วยเอดส์ไทยรายแรก พ.ศ. 2527 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน ประเทศไทยมีผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยโรคเอดส์สะสมประมาณ 1,157,589 คน ในจำนวนนี้ยังคงมีชีวิต 464,414 คน และคาดว่าจะมีผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยเอดส์รายใหม่ 9,473 คน โดยร้อยละ 62 ของผู้ติดเชื้อรายใหม่อยู่ใน 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย กลุ่มพนักงานขายบริการทั้งชายและหญิง และผู้ใช้ยาเสพติดชนิดฉีดเข้าเส้น

               น.พ.ประดิษฐ กล่าวต่อว่า ในการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคเอดส์ ซึ่งตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2555 เป็นต้นมา รัฐบาลได้บูรณาการดูแลผู้ป่วยทั้ง 3 กองทุนเป็นมาตรฐานเดียวกัน ซึ่งมีผู้ติดเชื้อผู้ป่วยได้รับยาทั้งสิ้น 225,272 ราย ประกอบด้วย สิทธิโครงการ 30 บาท จำนวน 148,357 ราย สิทธิประกันสังคม 46,114 ราย สิทธิสวัสดิการข้าราชการ 12,059 ราย และอื่น ๆ 18,742 ราย และมีนโยบายให้ตรวจเลือดโดยสมัครใจฟรีปีละ 2 ครั้ง เพื่อให้รู้สถานการณ์ติดเชื้อของตนเอง และเข้าสู่ระบบการรักษาอย่างเร็วหากพบว่าติดเชื้อ เพื่อลดปริมาณไวรัสเอชไอวีในกระแสเลือด ทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น อายุยืนยาวขึ้น

               ทางด้าน น.พ.วิทิต อรรถเวชกุล ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรมกล่าวว่า ในการเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาผู้ป่วยโรคเอดส์องค์การฯ ได้มีการวิจัยและพัฒนายาเม็ดอีฟาไวเรนซ์ 600 มิลลิกรัม (Efavirenz 600 mg tablet) ใช้ในผู้ป่วยแพ้ยาเนวิราพีน ขณะนี้อยู่ระหว่างขึ้นทะเบียนกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา มีกำลังการผลิตได้เดือนละ 30,000-40,000 ขวด (ขวดละ 30 เม็ด)

               ขณะที่ยังมียาตัวที่ 2 ได้แก่ ยาเม็ดผสมโลปินาเวียร์/ริโทนาเวียร์ขนาด 200/50 มิลลิกรัม สำหรับผู้ใหญ่ และขนาด 100/25 มิลลิกรัม ใช้สำหรับผู้ป่วยเด็ก โดยยาเม็ดผสมโลปินาเวียร์/ริโทนาเวียร์ขนาด 200/50 มิลลิกรัม ได้รับการขึ้นทะเบียนจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาเรียบร้อยแล้ว มีกำลังการผลิตเดือนละ 20,000 ขวด (ขวดละ 120 เม็ด) ซึ่งก็ได้เริ่มผลิตแล้ว ส่วนยาเม็ดอีฟาไวเรนซ์ 600 มิลลิกรัม คาดว่าจะเริ่มผลิตได้ตั้งแต่เดือน มกราคม 2556 เป็นต้นไป